ด้วยวิธีการที่ต้นทุนต่ำในการทดสอบความผิดปกติของโครโมโซม 15q ที่พบบ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Prader-Willi syndrome) และกลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome) และกลุ่มอาการซ้ำซ้อนของโครโมโซม 15q (Dup15q) นักวิจัยในหลายประเทศกำลังประเมินการใช้รายการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด (NBS) ปัจจุบันกำลังมีการศึกษาวิจัยซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการนำมาปฏิบัติ ประโยชน์ทางคลินิก และประสิทธิภาพต้นทุนของวิธีการนี้
ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และประเทศร่ำรวยในเอเชียแปซิฟิก เช่น ออสเตรเลียและสิงคโปร์ ทารกแรกเกิดทุกคนต้องได้รับการตรวจ NBS เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมที่สนับสนุนโดยรัฐ รายการตรวจมาตรฐานซึ่งดำเนินการกับจุดเลือดแห้งที่เก็บตัวอย่างภายในสัปดาห์แรกหลังถือกำเนิด โดยทั่วไปจะมีด้วยกัน 25 อาการซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดพลาดในระบบเผาผลาญโดยกำเนิด ไม่กี่ปีมานี้ บางประเทศได้ขยายรายการตรวจให้ครอบคลุมโรคหายากอื่น ๆ เช่น โรคซิสติกไฟโบรซิส โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอมเป โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA)
เช่นเดียวกับโรคอื่น ๆ ที่มักครอบคลุมในรายการตรวจ NBS ความผิดปกติของ 15q เป็นภาวะจำกัดการมีชีวิต การคุกคามชีวิต และบางครั้งเป็นความผิดปกติที่ยากที่ตรวจพบได้แต่เนิ่นๆ ด้วยการตรวจทางคลินิก แม้ว่าแต่ละโรคจะเป็นโรคที่หาได้ยาก แต่เป็นโรคที่พบได้มากกว่าโรคที่หายากมากซึ่งอยู่ในรายการตรวจ NBS มาตรฐานอยู่แล้ว
วิธีการใหม่ทำให้การตรวจ NBS ตามปกติสำหรับความผิดปกติของ 15q ทำได้ง่าย
กระทั่งปัจจุบันการตรวจความผิดปกติของ 15q มักทำในช่วงสัปดาห์หรือเดือนแรก ๆ หลังคลอดตามอาการทางคลินิก ซึ่งรวมถึงโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะกลืนอาหารลำบาก และพัฒนาการช้าอื่นๆ แพทย์ที่สังเกตอาการเหล่านี้และเข้าใจนัยสำคัญมักจะสั่งให้มีการตรวจ DNA Methylation เพื่อดูสาเหตุของอาการ
ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการตรวจ DNA Methylation แบบมาตรฐานสำหรับความผิดปกติของ 15q คือมีราคาแพงและจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญพิเศษที่อาจไม่มีให้บริการนอกจากในศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะเท่านั้น นอกจากนั้นวิธีนี้ยังไม่ได้ผลอย่างน่าเชื่อถือกับวัตถุดิบจุดเลือดของทารกแรกเกิดที่มี จึงจำเป็นต้องใช้การเจาะเลือดเพิ่มเติม สุดท้าย เมื่อไม่ยอมเข้ารับการตรวจคัดกรองตามปกติ เป็นไปได้ที่แพทย์และพ่อแม่อาจไม่สังเกตเห็นสัญญาณเตือนและเสียโอกาสในการรับการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม
“ข้อมูลจาก PWS Global Registry ระบุว่าผู้ป่วย PWS ประมาณ 20% ในสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับการตรวจพบแต่เนิ่น ๆ” Dr Theresa Strong ผู้อำนวยการวิจัยกลุ่มวิจัยและส่งเสริม Foundation for Prader-Willi Research (FPWR)
การทดสอบเมทิเลชั่นต้นทุนต่ำรูปแบบใหม่ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย Dr David Godler นักพันธุศาสตร์โมเลกุลซึ่งเป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยและพัฒนาแห่งสถาบัน Murdoch Children’s Research Institute (MCRI) ในออสเตรเลีย มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ วิธีการซึ่งเรียกว่า Methylation Specific Quantitative Melt Analysis (MS-QMA) แรกเริ่มถูกนำมาใช้กับกลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ แต่มีการปรับปรุงในปี 2016 ให้ครอบคลุมความผิดปกติของ 15q สามโรคหลัก
เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ Dr Godler และคณะได้ออกเผยแพร่ผลการศึกษาเชิงตรวจสอบยืนยันซึ่งใช้เวลาหลายปีลงในวารสาร JAMA Network Open [1] การวิจัยในครั้งนี้มีการใช้วัตถุดิบจากตัวอย่างผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (PWS) จำนวน 109 ตัวอย่าง กลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome) จำนวน 48 ตัวอย่าง และกลุ่มอาการซ้ำซ้อนของโครโมโซม 15q (Dup15q) จำนวน 9 ตัวอย่าง แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้วิธี MS-QMA และขั้นตอนการทำงานในการยืนยันสำหรับการตรวจ NBS ตามปกติสำหรับความผิดปกติของ 15q ในทารกประมาณ 17,000 คนจากกลุมประชากรทั่วไป นอกจากนั้นงานวิจัยดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่าต้นทุนและประสิทธิภาพของการทดสอบรวมถึงขั้นตอนการทำงานในการยืนยันค่อนข้างสอดคล้องกับโรคอื่นๆ รวมถึงโณคที่อยู่ในโปรแกรม NBS ด้วย
ปัจจุบันมีงานศึกษาชิ้ยใหม่ที่นำโดยสถาบัน RTI International ในสหรัฐอเมริการะบุว่า วิธีการตรวจหาโรค 15q อยู่ระหว่างการตรวจประเมินผ่าน Early Check [2] ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการตรวจ NBS แบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการทดสอบใหม่ ๆ โปรแกรมนี้ตั้งอยู่ในรัฐนอร์ธแคโรไลนา ก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการประเมินเกี่ยวกับการตรวจกลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะและ SMA และปัจจุบันกำลังทำการศึกษาวิจัยการตรวจโรคกล้ามเนื้อเสื่อม
นอกจากนั้นยังอยู่ระหว่างขั้นตอนวางแผนสำหรับศึกษาประชากรในวงกว้างในออสเตรเลียเพื่อศึกษาประโยชน์ทางคลินิกและประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการใช้วิธี MS-QMA ลำดับงานจีโนมิกส์เชิงยืนยันเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดแบบเพิ่มเติม Dr Godler กล่าว
โอกาสและความท้าทายมีอะไรบ้าง
โดยโปรแกรม NBS ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการช่สวยเหลือแต่เนิ่นๆ ทั้งรักษาชีวิตและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดียิ่งการตรวจหาความผิดปกติก่อนปรากฏสัญญาณและอาการ แต่เนื่องจากต้นทุนและความยากลำบากในการนำเอาการตรวจ NBS มาใช้ในระดับที่กว้างขึ้น รวมถึงการมีวิธีการทางเลือกในการตรวจคัดกรองที่มีศักยภาพ ทำให้มีโรคค่อนข้างจะน้อยที่ใส่ไว้ในรายการตรวจที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
ในการประชุมเกี่ยวกับ NBS ที่ International Prader Willi Syndrome Organisation (IPWSO) ที่ผ่านมา Dr Daniel Driscoll ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ในภาควิชากุมารเวชศาสตร์โรคพันธุกรรมและเมตาบิลิซึม University of Florida กล่าวว่า การตรวจทดสอบรายการใหม่มีการเพิ่มเข้ามาในรายการตรวจที่สนับสนุนโดยรัฐก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่เหมาะสมจะทำเช่นนั้น [3] โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรค PWS เขาระบุว่าการปรากฏสัญญาณทางคลินิกอย่างชัดเจนในผู้ป่วยหลายรายอาจทำให้ความต้องการในการตรวจ NBS หมดไป และกล่าวอีกว่าหากมีผู้ป่วยสามารถเข้ารับการตรวจโรค 15q ได้ก็อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการเปลี่ยนแปลงแนวทาง
ในการประชุมเดียวกันนี้ Dr Godler ยังชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วย PWS หลายรายยังคงไม่ได้รับการตรวจโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ยากจนซึ่งบุคคลากรทางการแพทย์อาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรค 15q หรือไม่มีเครื่องมือในการตรวจ [4] เนื่องจากการได้รับความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ ด้วยการรักษาโดยการให้ฮอร์โมนการเจริญเตดิบโตและการรักษาเชิงพฤติกรรมที่หลากหลายอาจทำให้ผลลัพธ์ PWS แตกต่างออกไปอย่างมาก การวินิจฉัยที่ล่าช้าหรือขาดไปอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนักและอาจถึงแก่ชีวิตได้
กรณีผู้ขาดการตรวจวินิจฉัยเหล่านี้อาจนำไปสู่การประเมินความชุกของประชากรสำหรับโรค 15q อาจทำให้เกิดการประเมินปัญหาที่ต่ำเกินไปและการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาดจากระบบบริการสุขภาพ “การประเมินความชุกมีทั่วทุกหนทุกแห่ง” Dr Godler กล่าว “ด้วยการเปลี่ยนของอายุมารดาในหลายประเทศ เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านความชุกของโรคที่อาจส่งผลต่อจำนวนดังกล่าว”
“นอกจากนั้นเราอาจพบว่าสัดส่วนของเด็กที่เป็นโรค PWS เนื่องจากภาวะผิดปกติของโครโมโซมคู่เดียว [ชนิดย่อยของโรค PWS] ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30%” Dr Godler กล่าวเสริม “นั่นหมายความว่าการทดสอบจีโนมทางเลือก เช่น NIPT มีข้อจำกัดอย่างมากต่อการระบุส่วนที่หายไปของโครโฒโซมที่ทำให้เกิดโรค PWS และ AS และเราจะพลาดจำนวนสำคัญของผู้ที่เป็นโรคที่อาจได้รับการระบุตัวด้วยวิธีการทดสอบเมทิเลชั่น”
ผู้เข้าร่วมการประชุมหลายรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลบวกปลอมและความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็นที่อาจเกิดขึ้นกับพ่อแม่ ค่าพยากรณ์ความถูกต้องของผลบวก (Positive Predictive Value: PPV) สำหรับการทดสอบ MS-QMA ขั้นแรกวัดได้ 67% สำหรับกลุ่มอาการแองเจิลแมน 33% สำหรับ PWS และ 44% สำหรับการตรวจวินิจฉัยร่วมของความผิดปกติของการพิมพ์ในโครโมโซม 15
อย่างไรก็ตาม Dr Godler เน้นย้ำว่า PPV ยิ่งยวดที่จริงเกือบถึง 100% หากพิจารณาขั้นตอนการทำงานทั้งหมด รวมถึงการทดสอบจีโนมและเมทิเลชั่นเชิงยืนยันที่สามารถทำได้ในการเจาะครั้งที่สองจากจุดเลือดเดียวกันสำหรับตัวอย่างปริมาณเล็กน้อยตามรายการสรุปย่อใน MS-QMA และก่อนที่จะส่งคืนผลตรวจให้ผู้ป่วย
ถึงกระนั้น Dr Godler ยอมรับว่าจำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมในการประเมินต้นทุน-ผลประโยชน์ของการตรวจ NBS ตามปกติสำหรับความผิดปกติของ 15q หากพูดถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะเกิดการวินิจฉัยล่าช้าหรือพลาด และการพัฒนายาตัวใหม่เพื่อรักษาความผิดปกติของ 15q การตรวจ NBS อาจเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงผลลัพธ์สำหรับผู้ที่ทุกข์ทรมานจากอาการของโรคเหล่านี้ รวมถึงเป็นผลดีต่อครอบครัวและระบบบริการสุขภาพอีกด้วย
บทความนี้เป็นบทความแรกในชุดบทความเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดและการวินิจฉัยโรคหายาก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดบทความนี้ สามารถติดต่อ Will Greene ผู้จัดการด้านการมีส่วนร่วมในระบบบริการสุขภาพ (เอ้ชียแปซิฟิก) ได้ที่ [email protected]
เอกสารอ้างอิง:
[1] Godler DE, Ling L, Gamage D, et al. Feasibility of Screening for Chromosome 15 Imprinting Disorders in 16 579 Newborns by Using a Novel Genomic Workflow. JAMA Netw Open. 2022;5(1):e2141911. doi:10.1001/jamanetworkopen.2021.41911
[2] FPWR, FAST, ASF, and Duq15q Unite to Fund Newborn Screening Grant, Foundation for Prader-Willi Research Available at:
[3] Overview of NBS and a Brief Discussion of PWS by Professor Daniel Driscoll at the Summit on Newborn screening for Prader-Willi syndrome and other chromosome 15 abnormalities, International Prader-Willi Syndrome Organisation. Available at:
[4] Newborn Screening for Prader-Willi syndrome by Associate Professor David Godler at the Summit on Newborn screening for Prader-Willi syndrome and other chromosome 15 abnormalities, International Prader-Willi Syndrome Organisation. Available at:


